วิธีเริ่มต้นการนำเข้าส่งออก

การนำเข้าส่งออกสินค้าระหว่างประเทศถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนให้ธุรกิจนั้นมีการเติบโตมากยิ่งขึ้น เนื่องจากแต่ละประเทศมีความถนัดในการผลิตสินค้าแต่ละประเภทที่แตกต่างกัน รวมไปถึงความแตกต่างของต้นทุนการผลิต ทำให้ผู้นำเข้าสามารถหาสินค้าที่มีคุณภาพดี และราคาถูกกว่าในประเทศของตน หรือผู้ส่งออกสามารถขายสินค้าที่ตนเองผลิต ไปยังประเทศต่างๆ ได้

ทั้งนี้หากคุณเพิ่งเริ่มต้นการทำธุรกิจนำเข้าส่งออก ชิปนี่ได้จัดทำคู่มือเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำเข้าส่งออกได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ถูกวิธี และเติบโตได้อย่างยั่งยืน

1. เตรียมความพร้อมเป็นผู้ประกอบการนำเข้าส่งออก

เริ่มต้นด้วยการจดทะเบียนบริษัท และเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม

ผู้ที่ต้องการทำธุรกิจนำเข้าส่งออกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อย่างแรกที่ต้องทำคือ การจดทะเบียนบริษัท เพื่อพร้อมสำหรับการทำธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล และจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้เรียบร้อย เพราะการลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ PAPERLESS ของกรมศุลกากรต้องใช้ ภ.พ.20

หลายท่านที่เคยทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดา เช่น พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ที่นำเข้าสินค้าจากจีน หรือประเทศอื่นๆ อาจคิดว่าไม่จำเป็น เพราะเคยใช้บริการเจ้าอื่นมา ใช้ชิปปิ้งจีนเถื่อน ก็สามารถนำเข้าได้ตามปกติ โดยไม่มีปัญหา ซึ่ง การที่ท่านทำแบบนั้นถือว่าเป็นการทำธุรกิจที่อยู่นอกระบบภาษีศุลกากร และผิดกฎหมาย สินค้าที่ท่านนำเข้ามามีโอกาสติดอยู่ที่กรมศุลกากรได้ โดยมีความเสี่ยงที่จะโดนค่าปรับมหาศาล และโดนยึดเป็นสินทรัพย์ของแผ่นดิน หรือถูกนำไปทำลายได้ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงของการเรียกสอบบัญชีย้อนหลังของกรมสรรพากรอีกด้วย

ดังนั้นหากคุณต้องการเป็นผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจนำเข้าส่งออกอย่างถูกกฏหมายและยั่งยืน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องจดทะเบียนบริษัท และเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม

ลงทะเบียนเป็นผู้ประกอบการนำเข้า / ส่งออก (PAPERLESS)

หลังจากที่ท่านได้จดทะเบียนบริษัท และ เข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มเรียบร้อยแล้ว ให้ท่านส่งรูปเอกสาร และเบอร์ติดต่อกลับ มายังอีเมล [email protected] เพื่อใช้ในการลงทะเบียนเป็นผู้ประกอบการนำเข้า/ส่งออก โดยเอกสารที่ต้องเตรียมมีดังต่อไปนี้

  1. หนังสือรับรองบริษัท ย้อนหลังไม่เกิน 3 เดือน
  2. บัตรประชาชนกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ที่ระบุไว้ในหนังสือรับรอง
  3. ภ.พ. 20

เมื่อชิปนี่ได้รับเอกสารแล้ว ทางเราจะทำการกรอกเอกสารที่ใช้สำหรับการลงทะเบียนให้ท่าน และมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับไป หากท่านมีข้อสงสัย สามารถดูขั้นตอน การลงทะเบียนเป็นผู้ประกอบการนำเข้า/ส่งออก ได้ที่เว็บไซด์กรมศุลกากร หรือติดต่อชิปนี่เพื่อสอบถามเพิ่มเติมได้

คู่มือเริ่มต้นการนำเข้าส่งออก

2. ติดต่อผู้ซื้อและผู้ขายต่างประเทศ

สำหรับการติดต่อผู้ซื้อ (Consignee) หรือผู้ขาย (Shipper) ผู้ประกอบการสามารถติดต่อได้โดยตรง หรือทางอีเมล และยังมีเว็บไซต์ Alibaba.com ที่สามารถทำให้ผู้ขายสามารถประกาศขายสินค้าของตนเองได้ในเว็บ และผู้ซื้อสามารถที่จะเลือกสรรค์สินค้าได้ในเว็บเช่นกัน นอกจากนี้ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ ก็เป็นอีกทางเลือกที่นิยม เช่น งาน Canton Fair ซึ่งมีจัดขึ้นทุกปี ที่ประเทศจีน โดยมีสินค้านานาชนิตให้เลือกสรรค์ อาทิเช่น เครื่องจักร ของตกแต่งบ้าน สินค้าอุปโภคบริโภค เสื้อผ้า รองเท้า ฯลฯ

เตรียมความพร้อมก่อนนำเข้าส่งออก

สินค้าแต่ละประเภทจะมีพิกัดภาษี (HS CODE) ซึ่งเป็นตัวกำหนดอัตราอากรขาเข้า และขาออกของสินค้านั้นๆ พร้อมทั้งชี้แจงว่าสินค้าชนิดนั้นๆ สามารถที่จะนำเข้าส่งออก ได้โดยไม่มีต้องมีใบอนุญาต หรือต้องมีใบอนุญาต โดยทั่วไปแล้ว การส่งออกสินค้าจากประเทศไทยไปประเทศอื่นๆ จะไม่เสียอากรขาออก เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่สนับสนุนให้ส่งออก แต่จะมีสินค้าบางชนิดที่ต้องมีโควตาในการส่งออก หรือต้องมีใบอนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์, กรมการค้าต่างประเทศ, กรมส่งเสริมวิชาการเกษตร, กรมประมง, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), กรมศิลปากร เป็นต้น

เพราะฉะนั้นทางผู้ซื้อ และผู้ขาย ต้องทราบพิกัดภาษีของสินค้าที่ต้องการจะนำเข้าส่งออก หรือถ้าไม่ทราบ สามารถให้ทางชิปนี่ตรวจสอบให้ท่านได้ ยกตัวอย่างเช่น สินค้าที่จะนำเข้ามาเป็นเครื่องมือแพทย์ แต่ท่านไม่ได้ลงทะเบียนเป็นผู้นำเข้าเครื่องมือแพทย์ สินค้าจะไม่สามารถผ่านด่านศุลกากรขาเข้าได้ นอกจากนี้สินค้าประเภทอาหาร ไม่สามารถที่จะส่งออกโดย LCL ได้ เพราะอาจจะเน่าเสียระหว่างทาง และทำให้สินค้าของผู้อื่นได้รับความเสียหาย

การซื้อขาย

หลังจากทราบพิกัดภาษี (HS CODE) และตกลงที่จะทำธุรกรรมซื้อขายกันแล้ว ผู้ซื้อ และผู้ขายต้องทราบ Incoterms ที่จะใช้ในการนำเข้าส่งออก เพื่อที่จะกำหนดว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนใดบ้าง ใครเป็นผู้รับความเสี่ยงของการขนส่งสินค้าจากจุดใดไปจุดใดบ้าง และใครเป็นผู้รับผิดชอบในการซื้อประกันขนส่งสินค้า โดย Incoterms ที่มักใช้กันเป็นประจำได้แก่ EXW, FOB, CFR (CNF), CIF เป็นต้น

โดยเบื้องต้นถ้าเป็นการนำเข้า ชิปนี่มีให้บริการ EXW, FOB และ FREIGHT ONLY (ในกรณีที่ผู้นำเข้ามีชิปปิ้งของตนเองอยู่แล้ว) ส่วนการส่งออก ชิปนี่มีให้บริการ CFR (CNF), CIF, CPT, CIP และ FREIGHT ONLY (ในกรณีที่ผู้ส่งออกมีชิปปิ้งของตนเองอยู่แล้ว)

การชำระค่าสินค้า

ในการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศนั้น โดยเฉพาะการนำเข้า ผู้ซื้อควรที่จะเดินทางไปยังโรงงานที่ต้องการซื้อสินค้า เพื่อตรวจสอบว่ามีสินค้าอยู่จริงหรือไม่ เพื่อลดความเสี่ยงในการโดนโกง หลังจากนั้นค่อยชำระเงินค่าสินค้า ผู้ซื้อสามารถที่จะชำระเงิน ณ ประเทศนั้นๆ หรือ สามารถที่จะ ชำระเงินระหว่างประเทศได้ ผู้ซื้อควรเลือกการชำระเงินที่เหมาะสม และปลอดภัยที่สุด

อ่านเพิ่มเติม วิธีนำเข้าสินค้าจากประเทศจีน

3. สิ่งที่จำเป็นต้องทราบในการนำเข้าส่งออกแต่ละครั้ง

ชื่อสินค้า

ควรทราบชื่อสินค้าของที่ต้องการซื้อขาย ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษเพื่อใช้ในการตรวจสอบ พิกัดภาษี (HS CODE) นอกจากนี้ในกรณีนำเข้า ควรแจ้งวัตถุประสงค์ในการนำเข้าด้วย เพราะสินค้าแต่ละชนิดมีลักษณะการใช้งานได้แตกต่างกัน ซึ่งมีผลต่อการคิดอัตราภาษีอากรนำเข้า

ประเทศที่จะนำเข้า และส่งออก

ต้องทราบประเทศ และท่าเรือ หรือท่าอากาศยานที่จะนำเข้า ส่งออก เพื่อใช้ในการกำหนดราคาค่าระวาง (FREIGHT CHARGE)

ขนาด น้ำหนัก และปริมาณสินค้า

การนำเข้าส่งออกทางเรือ จะคำนวณจากปริมาตรของสินค้า (CBM หรือคิวบิกเมตร หรือลูกบาศก์เซนติเมตร) เป็นหลัก แต่ถ้าสินค้ามีน้ำหนักที่มากกว่า ปริมาตร ค่าระวาง จะถูกคิดอิงจากน้ำหนักสินค้าแทน เช่น นำเข้าผงไม้ มีปริมาตร 1 CBM แต่มีน้ำหนัก 2 ตัน ค่าระวางจะถูกคิดเป็น 2 CBM ทันที

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับวิธีการคำนวณค่าเฟรท LCL

การนำเข้าส่งออกทางเครื่องบิน จะคำนวณอิงจากน้ำหนักสินค้า (KG หรือ กิโลกรัม)เป็นหลัก โดยจะมีการกำหนดช่วงของราคาแบ่งเป็น อัตราปกติ, อัตราเมื่อน้ำหนักสินค้ามากกว่า 45 กิโลกรัม, อัตราเมื่อน้ำหนักสินค้ามากกว่า 100กิโลกรัม, อัตราเมื่อน้ำหนักสินค้ามากกว่า 200 กิโลกรัม เป็นต้น แต่เมื่อใดที่สินค้ามีน้ำหนักตามปริมาตรที่ (Volume Weight) สูงกว่าน้ำหนักจริงของสินค้า (Actual Weight) ค่าระวางจะถูกคำนวณจากน้ำหนักตามปริมาตรโดยทันที หรือเรียกว่า Chargeable Weight เช่น ส่งออกโต๊ะ มีน้ำหนัก 20 กิโลกรัม แต่โต๊ะเมื่อบรรจุลงกล่อง หรือลังไม้ มีขนาดเป็น 100x50x50 เซนติเมตร สินค้าจะมีน้ำหนักตามปริมาตรเป็น 41.67 กิโลกรัมแทน

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับวิธีการคำนวณค่าเฟรท AIR

เพราะฉะนั้น ในการนำเข้าส่งออกแต่ละครั้ง ผู้ซื้อผู้ขาย ควรรู้ทั้ง ขนาด น้ำหนัก และปริมาณของสินค้า ไม่สามารถที่จะรู้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งได้

ที่อยู่ของผู้ซื้อ และผู้ขาย

ผู้ซื้อผู้ขายควรรู้ที่อยู่ของผู้ขายผู้ซื้อฝั่งตรงข้าม เพื่อใช้ในการทำเอกสารประเภท B/L, AWB และอื่นๆ นอกจากนี้ ในกรณีที่ผู้ขาย ขายเป็น EXW ผู้ซื้อต้องระบุสถานที่รับสินค้าที่ประเทศต้นทาง และสถานที่ส่งสินค้าที่ประเทศปลายทางแก่เฟรทฟอร์เวิร์ดเดอร์ เพื่อใช้ในการคำนวณราคาค่ารถที่จะเข้าไปรับ และส่งสินค้า

วันที่คาดว่าจะนำเข้าส่งออก

เนื่องจากค่าระวางมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผู้ซื้อผู้ขายควรระบุวันที่ที่จะนำเข้าสินค้า เพื่อให้เฟรทฟอร์เวิร์ดเดอร์ตรวจสอบว่ามีที่ว่างสำหรับการรับสินค้าของท่านหรือไม่ และเช็คดูราคาค่าระวางในช่วงนั้นเป็นเช่นไร

เอกสารที่ใช้ในการนำเข้า – ส่งออกสินค้า

ในการนำเข้าส่งออกทุกครั้ง เอกสารที่ต้องใช้ประกอบทุกครั้งคือ Commercial Invoice และ Packing List พร้อมทั้งระบุ Incoterms ของการซื้อขายไว้ในเอกสาร เพื่อใช้ในการทำใบขนสินค้า B/L หรือ AWB

สิทธิประโยชน์ทางการค้าระหว่างประเทศ

การนำเข้าสินค้าจากประเทศในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) ผู้นำเข้าสามารถสอบผู้ขายได้ว่า สามารถออกเอกสารยืนยันแหล่งกำเนิดสินค้าได้หรือไม่ เพื่อใช้ในการยกเว้นอากรขาเข้า เช่น นำเข้าสินค้าจากจีน ถ้าผู้ขายที่จีนสามารถออก FORM E ให้ได้ ผู้นำเข้าจะได้รับการยกเว้นอากร ทั้งนี้ ผู้นำเข้าควรนำเลขพิกัดภาษีไปเช็คที่ ท้ายประกาศกระทรวงการคลัง เพื่อตรวจสอบดูว่าสินค้าที่จะนำเข้านั้น สามารถใช้สิทธิประโยชน์ได้หรือไม่

4. ติดต่อบริษัท Freight Forwarder

หลังจากท่านมีข้อมูลเบื้องต้นตามข้างบนแล้ว แสดงว่าท่านพร้อมที่จะนำเข้าส่งออกแล้ว ให้เริ่มติดต่อบริษัทเฟรทฟอร์เวิร์ดเดอร์ (Freight Forwarder) เพื่อทำหน้าที่จองระวางเรือ ระวางเครื่องบินให้แก่สินค้าของท่าน

ข้อแตกต่างระหว่าง เฟรทฟอร์เวิร์ดเดอร์ (Freight Forwarder) และ ชิปปิ้ง (Customs Broker)

โดยส่วนมากแล้ว หลายๆท่านอาจสงสัยว่า เฟรทฟอร์เวิร์ดเดอร์ คืออะไร แตกต่างกับชิปปิ้งอย่างไร เพราะมักได้ยินแต่คำว่า จะนำเข้าส่งออก ให้ติดต่อชิปปิ้ง เฟรทฟอร์เวิร์ดเดอร์ คือผู้ดำเนินการติดต่อสายเรือ สายการบิน เพื่อหาพื้นที่บนเรือ และเครื่องบินให้แก่ผู้นำเข้าส่งออก หรือที่เรียกกันว่า ค่าเฟรท ส่วนชิปปิ้ง หรือตัวแทนออกของ เป็นผู้ดำเนินพิธีการศุลกากรขาเข้า และขาออก ซึ่ง เฟรทฟอร์เวิร์ดเดอร์ ส่วนใหญ่สามารถดำเนินการให้ตั้งแต่จองเรือ จองเครื่องบิน พร้อมทั้ง เดินพิธีการศุลกากร ในขณะที่ ชิปปิ้งส่วนใหญ่จะสามารถทำได้เพียง เดินพิธีการศุลกากร

นอกจากนี้ หลายๆท่านอาจสงสัยว่า Courier กับ Cargo แตกต่างกับอย่างสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากบทความ Courier Service กับ Cargo Service แตกต่างกันอย่างไร

ซึ่งรายละเอียดที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ท่านสามารถกรอกรายละเอียดพร้อม อัพโหลดเอกสาร ผ่านระบบของชิปนี่ผ่านหน้าเว็บไซด์ของเรา เพื่อเริ่มต้นการนำเข้าส่งออก เพียงแค่คลิกลงทะเบียน ท่านสามารถใช้งานระบบของเราได้ทันที

5. คำถามที่พบบ่อย

สินค้าที่ทางชิปนี่ ไม่รับนำเข้าส่งออก

  • สินค้าอันตราย
  • ของสด
  • สิ่งมีชีวิต
  • สินค้าที่ต้องได้รับอนุญาตจาก อย. แต่ยังไม่ได้ขออนุญาต
  • อาวุธ / ปืน
  • เครื่องประดับ / จิวเวลรี่ / เพชรพลอย / ทองคำ
  • ของใช้ส่วนตัว
  • เอกสาร / แสตมป์ / เงิน / เช็ค
  • ยา
  • เหล้า / บุหรี่
  • เครื่องหนัง
  • เรือ / เรือยอร์ช
  • รถยนต์ / มอเตอร์ไซต์
  • ปูนซีเมนต์
  • โทรศัพท์มือถือ / แท็ปเล็ต
  • น้ำมัน

เส้นทางส่งออกที่ชิปนี่ให้บริการ

  • ประเทศจีน และฮ่องกง
  • ประเทศเกาหลีใต้
  • ประเทศญี่ปุ่น
  • ประเทศไต้หวัน
  • ประเทศเวียดนาม

เส้นทางนำเข้าที่ชิปนี่ให้บริการ

  • ประเทศจีน และฮ่องกง

* หากต้องการนำเข้าส่งออกไปประเทศนอกเหนือจากข้างต้นจากกรุณาสอบถามเจ้าหน้าที่*

อ่านคำศัพท์ที่ควรรู้สำหรับการนำเข้า และส่งออก

ต้องการคำปรึกษาจากทีมงานชิปนี่ ?

ชิปนี่ยินดีให้บริการและดูแลการขนส่งของคุณ ใช้บริการกับเราแล้วคุณจะไม่ต้องกังวลเรื่องขนส่งระหว่างประเทศอีก