วิธีการนำเข้าสินค้าจากจีน อย่างถูกกฏหมาย

ทุกวันนี้มีการนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนเป็นจำนวนมาก ทั้งถูกกฏหมาย และผิดกฏหมาย บทความนี้ชิปนี่จะมาสอนให้ผู้นำเข้า รู้ว่าการนำเข้าแต่ละครั้งต้องทราบอะไรบ้าง และมีขั้นตอนในการนำเข้าอย่างไร ซึ่งจะทำให้ผู้นำเข้า สามารถตรวจราคาขนส่ง หรือค่าชิปปิ้งจีน ได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน

การนำเข้าสินค้าจากจีน การนำเข้าสินค้าจากจีน

1. Incoterms

ผู้นำเข้าต้องทราบ Incoterms ทุกครั้ง ซึ่งมักจะอยู่ในใบเสนอราคา ของทางผู้ขายที่จีน จะกำหนดเลยว่า สินค้าที่ขายนั้น ขายเป็นราคาอะไร ซึ่ง Incoterms ที่มักจะเจอบ่อยๆ จะเป็น EXW, FOB, CFR และ CIF

EXW แปลว่า ผู้ขาย ขายสินค้าที่ราคาหน้าโรงงาน และไม่รับผิดชอบเรื่องของการขนส่งใดใด แม้กระทั่ง การบรรจุสินค้าขึ้นรถ ผู้ซื้อ หรือผู้นำเข้า ต้องหาคนมาดูแลเองทั้งหมด จนถึงสถานที่รับสินค้าของตน

FOB แปลว่า ผู้ขาย ขายสินค้ารวมราคาขนส่งจนถึงท่าเรือที่จีน และความรับผิดชอบของสินค้าของผู้ขาย จะหมดเมื่อสินค้าได้ถูกวางบนตัวเรือ หลังจากที่สินค้าถึงท่าเรือ ผู้นำเข้าจะต้องหาคนมาดูแลเองทั้งหมด จนถึงสถานที่รับสินค้าของตน

CFR, CIF แปลว่า ผู้ขาย ขายสินค้ารวมขนส่งจนถึงท่าเรือที่ไทย และความรับผิดชอบของสินค้าของผู้ขาย จะหมดเมื่อสินค้าได้ถูกวางบนตัวเรือ หลังจากสินค้าถึงที่ท่าเรือไทย ผู้นำเข้าจะต้องหาคนมาดูแลเองทั้งหมด จนถึงสถานที่รับสินค้าของตน โดย CFR จะไม่มีประกัน แต่ CIF จะรวมประกันมาด้วย

ค่าใช้จ่ายในการนำเข้า สามารถแบ่งเป็น 3 ช่วง คือ
1) ค่าใช้จ่ายที่ประเทศต้นทาง เช่น ค่ายกตู้ ค่ารถ ค่าดำเนินพิธีการศุลกากรขาออก ค่าเอกสาร และอื่นๆ
2) ค่าใช้จ่ายระหว่างประเทศ คือ ค่าเฟรท หรือที่เรียกว่า ค่าระวาง โดยจะคิดอ้างอิงตาม น้ำหนัก และ ปริมาตรของสินค้า
3) ค่าใช้จ่ายที่ประเทศปลายทาง เช่น ค่ายกตู้ ค่าเปิดตู้ ค่ารถ ค่าเอกสาร ค่าดำเนินพิธีการศุลกากรขาเข้า และอื่นๆ

ถ้าเป็นกรณี EXW แสดงว่า ค่าใช้จ่ายที่ผู้นำเข้าต้องชำระ จะมีทั้ง 1) + 2) + 3) ส่วนกรณี FOB ค่าใช้จ่ายจะมีเพียง 2) + 3) แต่ถ้าเป็น CFR, CIF จะเหลือแค่ 3)

2. HS Code และชื่อสินค้า

HS Code หรือเรียกเป็นภาษาไทยว่า พิกัดภาษีศุลกากร เป็นตัวเลขที่กำหนดว่า สินค้าที่ต้องการนำเข้านั้น ต้องชำระภาษีอากรขาเข้าเท่าไหร่ กี่เปอเซ็นต์ นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจสอบได้ว่า สินค้านั้นๆ ถ้าใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิด หรือที่เรียกกันว่า Form E จะได้รับยกเว้นอากร หรือลดอากรลงหรือไม่ ดังนั้น พิกัดภาษีเป็นตัวเลขที่สำคัญ เพราะเป็นปัจจัยชี้วัดมูลค่าการนำเข้าแต่ละครั้ง ได้เลย เพราะมักเป็นค่าใช้จ่ายที่มีมูลค่าสูงที่สุดในการนำเข้าแต่ละครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนสินค้าของผู้นำเข้า สินค้าที่นำเข้าจากประเทศฮ่องกง ไม่สามารถออก Form E ได้ ถึงแม้ว่าจะถูกรวมเป็นประเทศจีนแล้วก็ตาม โดยตัวเลขนี้ผู้นำเข้า สามารถสอบถามจากผู้ขายได้ นอกจากนี้ หากผู้นำเข้าไม่สามารถทราบ HS Code ได้ กรุณาแจ้งชื่อสินค้าเพื่อให้ทางชิปนี่ตรวจสอบ สินค้าที่ต้องการนำเข้ามานั้น ควรถูกตรวจสอบพิกัดก่อนเสมอ เพราะมิฉะนั้นหากสินค้าที่นำเข้ามานั้น ติดใบอนุญาต จะไม่สามารถนำเข้ามาได้ และมีโอกาสโดนปรับ เนื่องจากเป็นการนำเข้ามาอย่างผิดกฏหมาย สินค้าจะถูกยึดเป็นของแผ่นดิน

3. ชื่อท่าเรือ หรือเมือง ในประเทศจีน

ผู้นำเข้าควรทราบชื่อท่าเรือที่จะส่งออกสินค้ามาจากจีน โดยท่าเรือหลักๆ คือ Shenzhen, Guangzhou, Shanghai, Ningbo, Huangpu, Qingdao, Tianjin, Xiamen และ Hong Kong ส่วนท่าอากาศยาน หรือแอร์พอร์ตหลัก คือ Beijing, Shanghai, Guangzhou, Shenzhen และ Hong Kong ในกรณีที่ผู้นำเข้าไม่ทราบว่าสินค้าอยู่ใกล้ท่าเรือ หรือท่าอากาศยานไหน สามารถส่งที่อยู่โรงงานมาให้ทางชิปนี่ตรวจสอบได้

4. ปริมาณ ขนาด และน้ำหนักสินค้า

ผู้นำเข้าต้องรู้ปริมาณ ขนาด และน้ำหนักสินค้า เนื่องจากเป็นตัวแปรที่ใช้การคำนวณค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นค่ารถบรรทุกที่เข้ารับสินค้า หรือค่าระวางเรือ และค่าระวางเครื่องบิน โดยการนำเข้าจะมีวิธีการคิด 3 แบบ ดังต่อไปนี้

 

  • นำเข้าโดยเรือ LCL จะอ้างอิงตามปริมาตรของสินค้า ที่เรียกกันสั้นๆว่า คิว ย่อมาจากคำว่า คิวบิกเมตร (Cubic Metres:CBM) โดยคำนวณด้วยการนำ ความกว้าง x ความยาว x ความสูง แล้วแปลงเป็นเมตร โดยค่าระวางของ LCL จะเริ่มต้นที่ 1 เสมอ ถึงแม้ว่าจะคำนวณได้น้อยกว่า 1 ก็ตาม แต่ทั้งนี้ ถ้าน้ำหนักสินค้ามีจำนวนที่มากกว่า CBM ราคาจะถูกอ้างอิงตามน้ำหนักแทน อาทิเช่น สินค้ามีปริมาตร 1.5 CBM แต่น้ำหนัก 2 Ton ค่าระวางจะถูกคิดที่ 2 CBM โดยทันที
  • นำเข้าโดยเรือ FCL จะคิดเป็นราคาต่อตู้ FCL มี 3 ประเภท คือ FCL20’(ตู้สั้น หรือตู้20), FCL40’(ตู้ยาว หรือตู้40) และ FCL40’HC (ตู้ยาวสูง หรือตู้40สูง) ถ้าสินค้ามีน้ำหนักเยอะ แนะนำให้ใช้เป็นตู้ FCL20’ ถ้าสินค้ามีปริมาตรเยอะ แนะนำเป็น FCL40’ และ FCL40’HC ถึงแม้ว่าตู้ FCL40’ และ FCL40’HC จะถูกออกแบบมาให้จุน้ำหนักได้มากกว่า แต่กฏหมายไม่สามารถให้รถที่มีน้ำหนักรวมเกิน 25 ตัน วิ่งบนถนนได้
  • นำเข้าโดยเครื่องบิน จะคำนวณอ้างอิงจากน้ำหนัก และปริมาตรควบคู่กัน เนื่องจากพื้นที่บนเครื่องบินมีค่อนข้างจำกัด ดังนั้น จะคำนวณจากน้ำหนักก่อนที่เรียกว่า Actual Weight  แล้วคำนวณหาปริมาตร หารด้วย 6000 จะออกมาเป็นน้ำหนักที่เรียกว่า Volume Weight แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน น้ำหนักอันไหนสูงกว่าจะถูกนำไปคำนวณราคาค่าระวาง หรือที่เรียกว่า Chargeable Weight

5. สถานที่รับ และส่งสินค้า

นอกจากท่าเรือ และท่าอากาศยานแล้ว สถานที่รับ และส่งสินค้ายังมีความสำคัญต่อราคา หากเป็นการนำเข้าแบบ EXW ชิปนี่ต้องการทราบทั้ง สถานที่รับ และส่งสินค้า เพราะทางผู้ขายไม่ได้ทำการจัดส่งใดใดทั้งสิ้นให้ ส่วนถ้าเป็น FOB และ CFR, CIF ชิปนี่ต้องทราบสถานที่ส่งสินค้า เพื่อนำไปจัดส่งให้ถึงปลายทาง

6. ลงทะเบียน Paperless

สำหรับผู้ที่ต้องการนำเข้าสินค้า อย่าลืมลงทะเบียน Paperless ก่อนนำเข้า เพราะมิฉะนั้น หากสินค้าเข้ามาถึงไทยแล้ว ทางชิปนี่ (Freight Forwarder) ไม่สามารถดำเนินพิธีการศุลกากรขาเข้าให้ได้ เนื่องจากไม่มีชื่อในระบบของกรมศุลกากร ซึ่งจะทำให้ผู้นำเข้าต้องเสียทั้งเงิน และเวลาเพิ่ม เนื่องจากสินค้าจะถูกพักไว้ที่โกดังสินค้าของท่าเรือ หรือท่าอากาศยาน และถูกคิดค่าใช้จ่ายเป็นรายวัน ระหว่างที่ผู้นำเข้าลงทะเบียน Paperless ใหม่

ต้องการคำปรึกษาจากทีมงานชิปนี่ ?

ชิปนี่ยินดีให้บริการและดูแลการขนส่งของคุณ ใช้บริการกับเราแล้วคุณจะไม่ต้องกังวลเรื่องขนส่งระหว่างประเทศอีก อ่าน คู่มือเริ่มต้นนำเข้าส่งออกอย่างถูกวิธี →